มาตรการภาษีสำหรับแรงงานสูงอายุ | KPMG | TH
close
Share with your friends

มาตรการภาษีสำหรับแรงงานสูงอายุ

มาตรการภาษีสำหรับแรงงานสูงอายุ

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเปิดเผยรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่าอัตราจ้างงานผู้สูงอายุทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งในรายงานระบุว่า อัตราการจ้างแรงงานสูงอายุ หรือคนทำงานที่อยู่ในช่วงอายุ 65 – 69 ปี เพิ่มขึ้น โดยประเทศที่ครองอันดับหนึ่งของประเทศที่มีผู้สูงอายุอยู่ในตลาดแรงงานมากที่สุดเป็น ประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ซึ่งก็เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน

1000

Author

Partner

KPMG in Thailand

Contact

Related content

มาตรการภาษีสำหรับแรงงานสูงอายุ

เรื่องการเพิ่มขึ้นของแรงงงานสูงอายุ จะว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะในสองสามปีที่ผ่านมา มีการคาดการณ์จากรายงานของหลาย ๆ หน่วยงานในเรื่องของการที่ประชาคมโลกกำลังก้าวสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ หลาย ๆ ประเทศก็ตระหนักในเรื่องนี้  มีการคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะ แรงงานที่มีทักษะสูง การจ้างงานที่จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีทักษะสูง ทำให้ต้องมีการจ้างแรงงานสูงอายุ ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงาน ในหลายประเทศจึงมีการสนับสนุนการขยายช่วงอายุการทำงานของแรงงาน หรือ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกรณีมีการจ้างแรงงานสูงอายุ
 

จากการสำรวจในกลุ่มอาเซียน ดูเหมือนว่าสิงคโปร์ จะเป็นประเทศ ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน  ซึ่งก็สอดคล้องกับการที่สิงคโปร์มีการขยายเกณฑ์อายุการจ้างลูกจ้างกลับเข้ามาทำงานได้จนถึงอายุ 67 ปี โดยมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2560 เป็นต้นมา หากพนักงานเข้าเงื่อนไขคือผ่านเกณฑ์ความพอใจในการประเมินผลการทำงานจากนายจ้าง และมีสุขภาพที่ยังสามารถทำงานต่อได้  ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลูกจ้างได้รับคือการหักลดหย่อน (EIR : Earned Income Relief) ได้มากขึ้น ทั้งนี้ ลูกจ้างสิงคโปร์ที่อายุ 60 ปีหรือมากกว่า สามารถหัก EIR ได้ถึง 8,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในขณะที่ลูกจ้างอายุ 55-59 ปี จะสามารถหัก EIR ได้  6,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และลูกจ้างที่อายุน้อยกว่า 55 ปี จะหักได้เพียง 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
 

นอกจากนี้นายจ้างที่จ้างลูกจ้างสูงอายุก็จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสิงคโปร์เรียกว่า Special Employment Credit  ภายใต้มาตรการนี้ กรณีมีการจ้างลูกจ้างที่มีอายุ 55 ปีหรือมากกว่า รัฐบาลสิงคโปร์จะจ่ายเงินช่วยเหลือให้ในอัตราร้อยละ 8 สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ไม่เกิน 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อเดือนต่อคน โดยมาตรการนี้จะมีจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ซึ่งขยายเพิ่ม 3 ปี หลังจากมาตรการได้สิ้นสุดไปเมื่อธันวาคม 2559 นอกจากนี้เพื่อเป็นการจูงใจให้นายจ้างมีการจ้างงานลูกจ้างสูงวัยที่อายุถึง 65 ปีหรือมากกว่าต่อไปอีก  รัฐบาลสิงคโปร์จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษเพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 ของเงินเดือนหรือค่าจ้างลูกจ้างดังกล่าวหากจ้างลูกจ้างอายุ 65 ปีหรือมากกว่า ซึ่งมาตรการนี้จะสิ้นสุดพร้อมกันในเดือน ธันวาคม 2562 อย่างไรก็ดีเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลให้แก่นายจ้างจะถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของนายจ้างด้วย
 

ในปัจจุบันประมวลรัษฎากรของไทยก็มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้สูงอายุในการยกเว้นรายได้อันเนื่องมาจากอายุของผู้มีเงินได้ กล่าวคือถ้าผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (อยู่ในประเทศไทย 180 วันหรือมากกว่าในปีภาษี) และมีอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษี รายได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกินหนึ่งแสนเก้าหมื่นบาทจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ซึ่งกรณีนี้เป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้สูงอายุที่มีเงินได้โดยเฉพาะเลย

นอกจากนี้นายจ้างที่จ้างลูกจ้างสูงอายุสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สองเท่าสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างของลูกจ้างที่อายุ 65 ปีขึ้นไปกรณีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน หากเงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาท แล้วนายจ้างจะไม่ได้สิทธิในการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มต่อย่างใด กล่าวคือสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายเงินเดือนผู้สูงวัยนั้นจะใช้ได้เฉพาะกรณีเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทเท่านั้น
 

นอกจากสิงคโปร์และไทยก็ไม่พบว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนมีมาตรการพิเศษในเรื่องนี้แต่อย่างใด อย่างที่กล่าวข้างต้น อินโดนีเซีย เป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งของอัตราการเพิ่มขึ้นของแรงงานสูงอายุ  แต่อินโดนีเซียไม่มีมาตรการภาษีที่พิเศษใด ๆ สำหรับลูกจ้างสูงอายุและนายจ้างที่จ้างลูกจ้างสูงอายุ  อินโดนีเซียกำหนดอายุการเกษียณของลูกจ้างไว้ที่อายุ 55 ปี โดยหากจะจ้างลูกจ้างที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไปก็ให้เป็นการตกลงร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างซึ่งการที่กฎหมายกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 55 ปี ทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายประกันสังคมกรณีลูกจ้างทีอายุถึง 55 ปีหรือมากกว่า เช่นเดียวกับเวียดนามก็ไม่มีมาตรการภาษีใด ๆ ในกรณีนี้ แต่มีการกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงานสูงอายุว่าจะต้องเป็นงานที่เหมาะสมและไม่เป็นงานอันตรายต่อผู้สูงอายุและลุกจ้างมีสุขภาพที่ดี ซึ่งมีการกำหนดให้มีการตรวจร่างกายปีละ สองครั้งสำหรับลูกจ้างชายที่อายุมากกว่า 60 ปี และลูกจ้างหญิงที่อายุมากกว่า 55 ปี ทั้งนี้เวียดนามมีการกำหนดเกณฑ์เกษียณอายุลูกจ้างชายและหญิงไม่เท่ากัน ทั้งนี้ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ก็ไม่มีมาตรการภาษีใด ๆ เป็นพิเศษแก่ลูกจ้างสูงอายุ

© 2018 KPMG Phoomchai Tax Ltd., a Thailand limited liability company and a member firm of the KPMG network of independent member firms affiliated with KPMG International Cooperative (“KPMG International”), a Swiss entity. All rights reserved.

Connect with us

 

Request for proposal

 

Submit