Thailand Tax Updates - 26 October 2017 | KPMG | TH

Thailand Tax Updates - 26 October 2017

Thailand Tax Updates - 26 October 2017

เปิดอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา

1000

Author

Partner

KPMG in Thailand

Contact

Related content

เปิดอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา

เปิดอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (อนุสัญญาภาษีซ้อน) ซึ่งเป็นไปตามพันธะภายใต้  AEC Blueprint  กัมพูชาเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่ได้ทำอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศใดๆ เลยจนกระทั่งเดือนมิถุนายนปีที่แล้วได้เซ็นอนุสัญญาภาษีซ้อนกับสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในอาเซียนและในโลก  

 

ปัจจุบัน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของกัมพูชาอยู่ที่ร้อยละ 20 และภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีที่มีการจ่ายเงินได้จากกัมพูชาไปต่างประเทศ คือร้อยละ 14  สำหรับเงินได้เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า ค่าสิทธิ และค่าบริการบางประเภท อนุสัญญาภาษีซ้อนจะช่วยให้ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลดลงหรือไม่มีเลย 

 

ภายใต้ร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา มีการกำหนดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายค่าสิทธิ ไว้ที่อัตราไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งต่ำกว่าอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของไทยคือร้อยละ 15 และของกัมพูชาคือร้อยละ 14  ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระภาษีให้แก่กิจการไทย ที่มีรายได้ค่าสิทธิจากกัมพูชา ถึงแม้ว่าภาษีที่ถูกหักในกัมพูชาจะนำมาเป็นเครดิตภาษีไทยได้กล่าวคือเอามาหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยที่กิจการไทยต้องเสียจากเงินได้ก้อนเดียวกันในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ แต่ในทางปฏิบัติ บางครั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจเป็นต้นทุนของกิจการอันเนื่องมาจากกิจการไทยมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายมากกว่าภาษีที่ต้องชำระ หรือขาดทุนไม่มีภาษีที่ต้องเสีย หรือไม่มีเอกสารมาใช้เป็นหลักฐานในการขอเครดิต เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ถ้าเทียบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยทำกับประเทศอื่นๆ ก็มีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดีกว่า เนื่องจากบางอนุสัญญาภาษีซ้อนมีการกำหนดเพดานอัตราไว้ระหว่าง ร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 15 ตามประเภทของค่าสิทธิ

 

ทั้งนี้ อนุสัญญาฉบับนี้ได้ให้นิยามค่าสิทธิ รวมถึงสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือ วิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึงค่าตอบแทนในการได้ใช้อุปกรณ์ได้ หรือ ค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำให้กรณีที่บริษัทไทยจ่ายค่าเช่าอุปกรณ์ไปให้บริษัทกัมพูชา บริษัทผู้จ่ายในไทยควรหักภาษีในอัตราร้อยละ 10  แทนร้อยละ 15 ตามประมวลรัษฎากร

 

ในเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายนี้มีเรื่องหนึ่งซึ่งแตกต่างจากอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับที่ไทยทำกับประเทศอื่นๆ ก่อนหน้านี้ก็คือ  ภายใต้ร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา ได้มีการแยกบทที่เกี่ยวกับรายได้ที่เข้านิยาม  “Technical  Services” ออกมาเป็นบทเฉพาะ ซึ่งไม่เคยมีในสัญญาฉบับใดเลย  อนุสัญญาภาษีซ้อนได้ให้นิยาม Technical Services รวมถึงการบริการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ  (Managerial Services ) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วค่าบริหารจัดการอาจเป็นได้ทั้งค่าสิทธิซึ่งจะมีภาระหัก ณ ที่จ่าย หรือ กำไรจากธุรกิจ ซึ่งจะไม่มีภาระหัก ณ ที่จ่ายหากผู้ให้บริการไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศคู่สัญญา ทั้งนี้ จะถือเป็นประเภทใดนั้นต้องพิจารณาลักษณะของงานบริการเป็นกรณีๆ ไป  

 

ในทางปฏิบัติจึงอาจมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ารายได้จากการให้บริหารจัดการหรือรายได้ในทำนองเดียวกันควรเป็นรายได้ภายใต้บท Technical Services หรือ กำไรจากธุรกิจ เพราะจะมีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่าย นอกจากนี้บทที่เกี่ยวกับรายได้ เงินปันผล  ดอกเบี้ย ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กล่าวคือ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลจะไม่เกินร้อยละ 10  และจากดอกเบี้ยจะไม่เกินร้อยละ 10 กรณีผู้รับเป็นสถาบันการเงิน และร้อยละ 15 กรณีผู้รับประเภทอื่นๆ 

 

ในส่วนของผลได้จากทุน ซึ่งรวมถึงรายได้ที่เป็นกำไรจากการขายหุ้น อนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนดให้คู่สัญญามีสิทธิเก็บภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นได้ภายใต้กฎหมายภายในของตน  ดังนั้น หากเป็นเรื่องการซื้อขายหุ้น ภาระภาษียังคงเดิมตามกฎหมายภายในอนุสัญญาภาษีซ้อนไม่ได้บรรเทาในส่วนนี้ 

 

อีกเรื่องทีจะกล่าวถึงคือการกำหนดนิยามของการเป็นสถานประกอบการถาวร ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ตั้งอาคาร โครงการก่อสร้าง โครงการประกอบหรือโครงการติดตั้งหรือกิจกรรมตรวจควบคุมเกี่ยวกับโครงการนั้น หากโครงการหรือกิจกรรมในประเทศคู่สัญญามีระยะเกินกว่า 6 เดือน ก็จะถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในประเทศคู่สัญญานั้น หรือหากเป็นกิจกรรมการสำรวจหรือขุดค้นธรรมชาติ จะถือว่ามีสถานประกอบการถาวรหากดำเนินกิจกรรมระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลารวมกันแล้วเกินกว่า 90 วัน ภายในระยะเวลา 12 เดือนใดๆ 

 

ในส่วนของสถานประกอบการถาวรกรณีมีการให้การบริการรวมทั้งการบริการให้คำปรึกษาผ่านลูกจ้างหรือบุคคลอื่นใด โดยที่กิจกรรมในลักษณะนั้นดำเนินติดต่อกัน (สำหรับโครงการเดียวกันหรือโครงการต่อเนื่อง) ภายในประเทศคู่สัญญา เป็นระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลารวมกันเกินกว่า 183 วัน ภายในระยะเวลา 12 เดือน ก็จะถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในประเทศคู่สัญญานั้น ผลของการมีสถานประกอบการถาวรในประเทศคู่สัญญา เช่น บริษัทไทยส่งพนักงานคนไทยเข้าไปให้บริการคำปรึกษาในกัมพูชามีระยะเวลาเกินกว่า 183 วันภายในระยะเวลา12 เดือน ก็จะถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในกัมพูชามีผลให้ต้องเสียภาษีและปฏิบัติในเรื่องภาษีในกัมพูชา เสมือนหนึ่งมีการตั้งสาขาในกัมพูชา  ดังนั้นนอกจากการศึกษากฎหมายภาษีภายในประเทศแล้วหากกิจการที่จะไปดำเนินการในกัมพูชาควรศึกษาอนุสัญญาภาษีซ้อนด้วยว่าจะสามารถผ่อนคลายภาระภาษีได้หรือไม่ 

© 2017 KPMG Phoomchai Tax Ltd., a Thailand limited liability company and a member firm of the KPMG network of independent member firms affiliated with KPMG International Cooperative (“KPMG International”), a Swiss entity. All rights reserved.

Connect with us

 

Request for proposal

 

Submit