Thailand Tax Updates - 27 February 2017 | KPMG | TH

Thailand Tax Updates - 27 February 2017

Thailand Tax Updates - 27 February 2017

ไทยลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายเหมาของผู้ประกอบการค้าบุคคลธรรมดา

1000

Author

Partner

KPMG in Thailand

Contact

Related content

ไทยลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายเหมาของผู้ประกอบการค้าบุคคลธรรมดา

นับเป็นข่าวดีที่ประเทศไทยได้มีการแก้ไขกฎหมายภาษีบุคคลธรรมดาครั้งใหญ่ซึ่งกฎหมายใหม่มีผลเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 25560 เป็นต้นไป ถ้าดูในภาพรวมก็เป็นข่าวดีเพราะการแก้ไขรวมถึงการเพิ่มค่าลดหย่อนต่างๆให้สูงขึ้นซึ่งเป็นการแก้ไขที่สำคัญ อย่างไรก็ดีกฎหมายใหม่ก็มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยที่ดำเนินธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาอยู่บ้าง  ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นที่ถูกใจของพนักงานเงินเดือนเพราะมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายเหมาให้แก่พนักงานเงินเดือนจากเดิมหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ไม่เกิน 60,000 บาทเพิ่มเป็นไม่เกิน  100,000 บาท ซึ่งอาจจะมองว่ายังไม่มากนักเทียบกับการเปลี่ยนแปลงในรอบเกือบ 30 ปี แต่ก็ถือว่าดีขึ้นสำหรับบุคคลที่มีรายได้หลักจากการเป็นพนักงานประจำที่มีรายได้ในรูปเงินเดือน

 

ในทางกลับกันกฎหมายใหม่ไม่ได้ให้ผลที่ดีขึ้นในเรื่องการหักค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการค้าที่ดำเนินธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดา เนื่องจากการแก้ไขครั้งนี้ได้มีการลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (7) (รายได้จากการรับเหมา) และ (8) (รายได้จากการค้า) แห่งประมวลรัษฎากรให้ลดลงเหลือร้อยละ 60 จากเดิมผู้ประกอบการค้าที่มีรายได้จากการค้าสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ในอัตราร้อยละ 75 – 80 ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ เช่นการขายสินค้าเดิมที่หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ร้อยละ 80แต่ตามกฎหมายใหม่นับจาก 1 มกราคม 2560 จะหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ไม่เกินร้อยละ  60  อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการค้าบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงานเงินเดือนสามารถเลือกใช้การหักค่าใช้จ่ายตามจริง แทนอัตราเหมาร้อยละ  60 ได้  หากเดิมผู้ประกอบการค้าใช้อัตราเหมาส่วนที่หายไปร้อยละ 20 ของรายได้ ถือว่ามีสาระสำคัญทีเดียว 

 

นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการค้าคงต้องหันไปเลือกใช้วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามจริง ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องมีระบบการจัดเก็บเอกสารที่ดีเพราะต้องมีเอกสารเพื่อพิสูจน์รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงพร้อมให้กรมสรรพากรตรวจสอบ  นอกจากนี้การหักค่าใช้จ่ายจริงในปัจจุบัน กฎหมายกำหนดให้ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ของนิติบุคคลมาบังคับใช้ ซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีไว้ใน มาตรา 65 ทวิ และกำหนดรายจ่ายต้องห้ามหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำมาหักจากรายได้เพื่อคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีไว้ในมาตรา 65 ตรี  นั้นหมายความว่าถ้าผู้ประกอบการค้าจะเลือกใช้การหักค่าใช้จ่ายจริง  ผู้ประกอบการค้าจะต้องพิจารณาว่าการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเป็นไปตามเงื่อนไขและไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามหลักเดียวกับการคำนวณกำไรสุทธิของกิจการที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

นอกจากต้องมีการจัดระบบเอกสารที่ดีแล้วจึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาว่ารายจ่ายใดจึงจะนำมาหักได้หรือไม่ได้ด้วย   เพราะหากได้เลือกใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว ต่อมากรมสรรพากรตรวจพบว่าค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มีผลให้ผู้ประกอบการค้าสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีน้อยกว่าร้อยละ 60 ของรายได้แล้วผู้ประกอบการค้าไม่สามารถจะขอเปลี่ยนมาเลือกใช้อัตราเหมาที่มากกว่าได้  จึงจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารและให้แน่ใจว่าสามารถนำมาหักได้จริง  เมื่อต้องมีการจัดเก็บเอกสารและจัดการเรื่องการหักค่าใช้จ่ายแบบนิติบุคคลแล้วอาจมีผลทำให้ผู้ประกอบการค้าเปลี่ยนมาประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลมากขึ้นซึ่งก็จะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการการขยายฐานภาษีอย่างยั่งยืนในระยะยาว และปิดช่องโหว่การจัดเก็บภาษี  เนื่องจากกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลของนิติบุคคลได้มากกว่าบุคคลธรรมดา   

 

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาแล้ว ปัจจุบันอัตราภาษีของภาษีเงินได้นิติบุคคลคือ ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ และ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้แล้ว ดังนั้นอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องเสียรวมอยู่ที่ร้อยละ 28 ของกำไรสุทธิ  ขณะที่อัตราภาษีสูงสุดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือร้อยละ  35 สำหรับเงินได้ที่เกิน 5 ล้านบาท  เมื่อลองคำนวณเปรียบเทียบภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายที่เท่ากัน พบว่าภาระภาษีจะเท่ากันที่รายได้สุทธิ 7 ล้านบาท กล่าวคือหากมีรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายจริงจำนวน  7 ล้านบาทบุคคลธรรมดาจะเสียภาษีคิดเป็นร้อยละ  28 ของรายได้สุทธิซึ่งเท่ากับภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผล ร้อยละ 28 ของรายได้สุทธิ เช่นกัน  แต่ถ้าผู้ประกอบการค้าเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กคือ มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทในวันสุดท้ายของรอบบัญชีจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราที่ลดลง เมื่อเปรียบเทียบจากฐานรายได้สุทธิที่เท่ากันคือ 7 ล้านบาท  ภาระภาษีของกิจการขนาดย่อมจะอยู่ที่อัตราประมาณร้อยละ 26 ของรายได้สุทธิ ดังนั้นถ้ากิจการเป็นขนาดย่อมที่เข้าเงือนไขการใช้สิทธิอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทีลดลงการประกอบการค้าในรูปนิติบุคคลน่าจะดีกว่า 

 

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อดีในการดำเนินกิจการค้าในรูปนิติบุคคลก็คือ หากในระยะเริ่มแรกกิจการมีค่าใช้จ่ายจริงที่มากกว่ารายได้ หรือบางปีการประกอบกิจการไม่เป็นไปตามเป้ามีผลขาดทุน นิติบุคคลสามารถนำขาดทุนที่เกิดขึ้นไปหักออกจากกำไรในปีถัดมาได้ไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชี  ซึ่งกรณีบุคคลธรรมดาจะไม่สามารถนำขาดทุนไปใช้ในปีถัดไปได้ นอกจากนี้หากกิจการจะขยายธุรกิจโดยการขายสินค้าหรือให้บริการข้ามประเทศ การเป็นนิติบุคคลอาจจะทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งเพราะลูกค้าสามารถที่จะตรวจสอบข้อมูลของนิติบุคคลได้ 

Thailand Tax Updates

Thailand Tax Updates

Thailand Tax Updates therefore has released information on a number of recent tax law changes to keep you up-to-date.

© 2017 KPMG Phoomchai Tax Ltd., a Thailand limited liability company and a member firm of the KPMG network of independent member firms affiliated with KPMG International Cooperative (“KPMG International”), a Swiss entity. All rights reserved.

Connect with us

 

Request for proposal

 

Submit

KPMG's new digital platform

KPMG International has created a state of the art digital platform that enhances your experience, optimized to discover new and related content.

 
Read more