Thailand Tax Updates - 29 December 2016 | KPMG | TH

Thailand Tax Updates - 29 December 2016

Thailand Tax Updates - 29 December 2016

เทรนด์โลก: การป้องการการเลี่ยงภาษี

1000

Author

Partner

KPMG in Thailand

Contact

Related content

เทรนโลก: การป้องการการเลี่ยงภาษี

ตอนนี้ใกล้สิ้นปีเข้ามาแล้ว  หลายๆ บริษัทเริ่มมีการประเมินผลการประกอบการในปีที่ผ่านมาและจัดทำแผนการดำเนินงานของปีใหม่ แน่นอนว่าแต่ละบริษัทมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ และ กลุ่มเป้าหมายแต่ปัจจัยหนึ่งที่จะเกี่ยวข้องกับทุกกิจการคือเรื่องของภาษี  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงใน ภาษีใหม่ๆ เพื่อขยายฐานภาษี หรือการแก้ไขกฎหมายภาษี

 

ไม่เฉพาะในประเทศไทย หากกิจการมีการลงทุนในประเทศอื่นๆก็ต้องติดตามดูกระแสของโลกว่าทิศทางภาษีจะไปในด้านใด  ซึ่งประเด็นร้อนที่ติดเทรนด์ทั่วโลกตอนนี้คือ เรื่องมาตรการ การป้องกันการเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะของกิจการใหญ่ๆข้ามประเทศที่มักจะมีการวางแผนภาษีซึ่งอาจนำไปสู่การถ่ายโอนกำไรจากประเทศที่อัตราภาษีสูงไปประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำหรืออาจไม่เสียภาษีเลย  ซึ่งกลุ่มประเทศใน OECD  (Organization for Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา)  และ G 20  ได้ร่วมหารือกันเพื่อดำเนินการหามาตรการป้องกันการวางแผนภาษีที่จะมีผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายกำไรเพื่อเสียภาษีในประเทศที่ภาระภาษีต่ำกว่าหรือที่เรียกว่า BEPS ( Base Erosion and Profit Shifting )  ซึ่งแผนปฏิบัติการที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ตกลงร่วมกันเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทำให้ประเทศในกลุ่มนี้ต้องมีการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายภายในเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการที่ตกลงกัน

 

วันนี้ขอยกมาสามเรื่องใหญ่ที่ควรพิจารณาโดยที่ผู้จะไปลงทุน หรือมีการลงทุนอยู่แล้วในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศดังกล่าว    เรื่องแรก คือเรื่องของการใช้  investment holding structure  หลายๆครั้งที่มีการลงทุนไปต่างประเทศกิจการอาจจะวางแผนโดยใช้ บริษัท holding ซึ่งก็มักจะเลือกจัดตั้งในประเทศที่จัดตั้งไม่ยากและไม่ต้องเสียภาษีสำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทที่ไปลงทุนในประเทศ อื่นๆ ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีการพัฒนาไปสู่จุดที่ หลายๆประเทศ ต้องการให้มีกิจกรรมที่มากกว่า แค่การจัดตั้งบริษัทเพื่อมาถือหุ้น  กล่าวคือ บริษัท holding  ดังกล่าวจะต้องมี business substance ในประเทศนั้นด้วยไม่ใช่แค่บริษัทกระดาษ ( paper company )  การจะถือว่ามี business substance ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายภายในของต่างประเทศ  บางประเทศ กำหนดให้มีกรรมการเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศนั้น  หรือ มีกิจกรรมที่อันถือได้ว่ามีการดำเนินธุรกิจในประเทศดังกล่าว ไม่ใช่จัดตังขึ้นมาเป็นบริษัทลอยๆ เพื่อใช้เป็นที่พักรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีหรือว่าเพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน  หลายๆประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มักจะถูกใช้เป็น holding company  เช่น เนเธอร์แลนด์  ก็มีการกำหนดกฎเกณฑ์เรื่อง  business substance อย่างเข้มงวดหากไม่เข้าเงื่อนไขก็อาจมีผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้

 

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการไปประกอบธุรกิจในต่างประเทศโดยไม่ได้เข้าไปในรูปแบบที่จัดตั้งภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ เช่นอาจจะแค่ส่งพนักงานขายเข้าไปดำเนินการส่งเสริมการขายสินค้า  เมื่อมีผู้สนใจในตัวสินค้าก็จะทำการขายโดยตรงจากไทยเป็นต้น กรณีที่เป็นประเด็นคือปัจจุบันหลายๆประเทศมีแนวโน้มที่จะถือว่าการเข้าไปดำเนินกิจการดังกล่าว ถือว่ากิจการมี สถานประกอบการถาวร ( permanent establishment ) ในประเทศนั้น เป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศที่ตนเข้าไปทำกิจกรรมแม้ว่าจะไม่ได้จัดตั้งในรูปนิติบุคคลในประเทศนั้นก็ตาม ซึ่งหลายๆประเทศให้ความสนใจในเรื่องนี้ เพราะถือว่าควรจะมีภาษีให้แก่ประเทศที่กิจการเข้าไปประกอบการไม่ว่าในรูปแบบใดๆ  ซึ่งเรื่องนี้คลอบคลุมไปถึงการค้าขายในรูป  digital หรือ  e-commerce ซึ่งหลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเองก็กำลังศึกษาว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีอย่างไรได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โลกของดิจิตอล ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของการค้าขายอย่างมากอีกทั้งยังเป็นการค้าที่ไร้พรมแดน   กิจการสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้มากขึ้น ประเด็นในเรื่องของภาษีคือจะเสียภาษีอย่างไรและ ณ ที่ใด การซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะการค้าในแบบ digital ที่สินค้าสามารถส่งผ่านกันแบบไร้พรมแดน   โดยที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเข้าไปจัดตั้งสำนักงานหรือดำเนินกิจการค้าขายหรือให้บริการในอีกประเทศหนึ่ง  ทำให้มีคำถามว่าประเทศใดควรจะมีสิทธิเก็บภาษีจากการค้าไร้พรมแดนนี้  ก่อให้เกิดกระแสการทบทวนกฎหมายทั้งภายในและระหว่างประเทศเพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  โดยเรื่องนี้เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการของสมาชิก OECD ต่อการป้องกันการวางแผนภาษีที่จะมีผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายกำไรเพื่อเสียภาษีในประเทศที่ภาระภาษีต่ำกว่าเช่นกัน ในปัจจุบันอนุสัญญาเพื่อการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศยังไม่ครอบคลุมถึงเรื่องการค้าในแบบ  digital  หรือ e –commerce ปัจจุบันได้มีการเสนอแนวทางที่จะปรับปรุง แก้ไขสนธิสัญญาภาษีซ้อนให้มีความยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับการค้าในแบบ digital หรือ e-commerce   จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในทิศทางใด

 

เรื่องสุดท้ายที่จะหยิบมาพูดถึงคือเรือง  Transfer Pricing ซึ่งยังเป็นกระแสที่ร้อนแรงในเรื่องของรายการระหว่างประเทศระหว่างบริษัทในกลุ่มเดียวกัน  ซึ่งไทยเองก็คาดว่าจะมีกฎหมายที่เกี่ยวกับ transfer pricing เป็นการเฉพาะออกมาเร็วๆนี้และอาจจะมีผลบังคับในปีหน้าซึ่งสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ซึ่งในปัจจุบัน อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์มีกฎหมาย transfer pricing ใช้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว   สำหรับประเทศในยุโรป และอเมริกา รวมถึงประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้  ล้วนแต่มีกฎหมาย transfer pricing ใช้มานานแล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้กำลังจะเพิ่มความเข้มข้นของกฎหมาย transfer pricing ขึ้นอย่างแน่นอน ข้างต้นเป็นแค่บางเรื่องที่เป็นเทรนด์โลก เท่านั้น ในปีหน้าเราอาจได้เห็นเรื่องใหม่ๆเพิ่มเข้ามา 

© 2017 KPMG Phoomchai Tax Ltd., a Thailand limited liability company and a member firm of the KPMG network of independent member firms affiliated with KPMG International Cooperative (“KPMG International”), a Swiss entity. All rights reserved.

Connect with us

 

Request for proposal

 

Submit